วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560



รำโทน


รำโทน เป็นการแสดงพื้นบ้านที่ยังมีการแสดงอยู่ในจังหวัดลพบุรี เริ่มมีการแสดงตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบแน่ชัด แต่มีการแสดงแพร่หลายทั่วไปที่จังหวัดลพบุรีในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. ) ประชาคมเกิดความเครียด จึงมีการร้องเพลงรำโทนเพื่อให้เกิดความสนุกสนานร่าเริงบ้าง เพราะในช่วงสงครามห้ามทำกิจกรรมต่างๆ 
และก็เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มระหว่างญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ผึกหัดรำโทนกันเรื่อยมา 
จำนวนผู้แสดง 
จำนวนนักแสดงในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน แล้วแต่ความพร้อมของผู้แสดงไม่มีการกำหนดที่แน่นอน 
วิธีการแสดง 
วิธีการแสดงไม่มีรูปแบบที่แน่นอนเช่นกัน แล้วแต่ผู้ร้องผู้รำจะสะดวก มีทั้งรูปแบบรำเป็นคู่ชาย-หญิง 
และรำเป็นวงกลมเดินต่อๆ กันไป ปนกันไปทั้งชาย-หญิง-เด็ก 
เครื่องแต่งกายของนักแสดง 
นักแสดงแต่งกายตามวิถีชีวิตของตนเอง ส่วนใหญ่แต่งกายแบบไทยๆ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง
 นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแบบไทย เสื้อลายดอก เสื้อประจำชาติพันธ์ ผู้ชายนุ่งกางเกงขายาว 
ใส่เสื้อคอกลมลาดดอก ไม่มีเอกลักษณ์ที่แน่นอน 
เครื่องดนตรี 
เครื่องดนตรี ที่ใช้ประกอบการแสดงรำโทนมีทั้ง 4 ชนิด คือ โทน(รำมะนา) ฉิ่ง กรับ และฉาบเล็ก 
ในแต่ละพื้นที่ใช้เครื่องดนตรีแตกต่างกันไป บางแห่งใช้โทนอย่างเดียว แต่ใช้ 3-4 ลูก 
และใช้การปรบมือเป็นการใช้จังหวะ บางพื้นที่ใช้ถังน้ำมันรถจิ๊บ (Jeep) สมัยก่อนแทนโทน
ท่ารำดังนี้



ที่มา http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/hop_singles/index.html

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560



โนราห์


โนราห์ หรือบางคนเรียกว่า มโนห์รา เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภาคใต้ 
ลักษณะการเดินเรื่อง และรูปแบบของการแสดงคล้ายละครชาตรีที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในภาคกลาง เดิมการแสดงโนราจะใช้เนื้อเรื่องจากวรรณคดีเรื่องพระสุธน-มโนห์รา 
โดยตัดตอนแต่ละตอนตั้งแต่ต้นจนจบมาแสดง เช่น ตอนกินรีทั้งเจ็ดเล่นน้ำในสระ
 ตอนพรานบุญจับนางมโนห์รา ตอนพรานบุญจับนาง
มโนห์ราไปถวายพระสุธน ฯ ปกติการแสดงโนราจะเริ่มจากนายโรงหรือโนราใหญ่ซึ่งเป็นตัวเอกหรือหัวหน้าคณะอออกมารำ "จับบทสิบสอง" คือ การรำเรื่องย่อต่าง ๆ สิบสองเรื่อง เช่น
 พระสุธน-มโนห์ราพระรถ-เมรี ลักษณวงศ์ เป็นต้น แต่หากผู้ว่าจ้างไปแสดงขอให้จับตอนใดให้จบเป็นเรื่องยาว ๆ ก็จะแสดงตามนั้น

ผู้แสดง เป็นชายล้วน คณะหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ ๑๕-๒๐ คน แล้วแต่ขนาดของคณะ อาจมีถึง ๒๕ คน ก็ได้ ประกอบด้วย หัวหน้าคณะหรือนายโรงหรือโนราใหญ่ ๑ คน หมอไสยศาสตร์ ๑ คน
 ผู้รำอย่างน้อย ๖ คน อย่างมาก ๑๐ คน นายพราน (พรานบุญ) ๑ ทาสี
 (คนใช้ ตัวประกอบ ตัวตลก) ๑ คน นักดนตรี และลูกคู่จำนวน ๕-๖ คน ตาเสือ 
(ผู้ช่วยขนเครื่องและช่วยดูแลทั่วไป) ๑-๒ คน

         เครื่องดนตรี วงโนรา ประกอบด้วย กลองโนรา หรือทับโนรา โหม่ง ฉิ่ง ฉาบการแสดง โนราแต่เดิมจะแสดงบนพื้นดิน โดยใช้เสื่อปู ตัวโรงเป็นสี่เหลี่ยม มีหลังคามุงด้วยจาก มีเสากลาง ๑ ต้น
 มีแต่ไม้ไผ่สูงราว ๕๐ เซนติเมตร 
สำหรับตัวแสดงนั้น เรียกว่า "นัก" ด้านซ้ายและขวาของนักเป็นที่สำหรับดนตรีและลูกคู่นั่ง

         การแต่งกาย แบบดั้งเดิมจะแต่งกายเลียนแบบเครื่องทรงของกษัตริย์
 ประกอบด้วย เทริด (ชฎา) สังวาล ปีกนกแอ่น หางหงส์ ทับทรวง สนับเพลา ชาวไหว ผ้าห้อยข้าง 
กำไลต้นแขน กำไลข้อมือ และสวมเล็บยาวไม่สวมเสื้อ เทริดจะสวมเฉพาะตัวนายโรงหรือโนราใหญ่เท่านั้น ส่วนนายพรานจะสวมหน้ากากเปิดคาง หน้ากากสีแดงสำหรับใช้ "ออกพราน" 
ส่วนหน้ากากพรานสีขาว จะใช้สำหรับนายพรานทาสี ตามความเชื่อและพิธีกรรมในการแสดง
 ถือว่าเป็นหน้าศักดิ์สิทธิ์ 

แต่เดิมการเดินทางไปแสดงที่ต่าง ๆ จะต้องเดินทางเท้า จึงเรียกว่า "โนราเดินโรง" 
ก่อนจะออกเดินทางนายโรงจะช่วยกันขนเครื่องที่จะใชแสดงมาวางไว้กลางบ้าน 
และหมอไสยศาสตร์จะทำพิธีพร้อมกับบรรเลงดนตรี เพื่อขอความเป็นสิริมงคล ระหว่างเดินทางผ่านสถานที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะบรรเลงดนตรีเป็นการแสดงคารวะและอาจมีการำถวายมือด้วย
 เมื่อถึงสถานที่ที่จะแสดงจะนำเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ กองไว้กลางโรง เมื่อจะถึงเวลาแสดง หมอไสย
ศาสตร์มาปกปักรักษา อย่าให้มีอันตรายใด ๆ 
จากนั้นลูกคู่ก็จะลงโรง (โหมโรง) สักพักหนึ่งเมื่อคนดูหนาตาแล้ว นายโรงก็จะขับบทบูชาครู
 และผู้แสดงออกรำ โดยเริ่มจากผู้แสดงที่ยังไม่ค่อยเก่งไปจนถึงคนเก่ง ๆ และสุดท้ายก่อน
นายโรงจะออก ตัวนายพรานหรือตัวทาสีหรือตัวตลก จะออกมาร้องตลก ๆ 
จากนั้นนายโรงหรือโนราใหญ่จะออกรำ ซึ่งทุกคนจะคอยดูโนราใหญ่
 เพราะถือว่าเป็นผู้ที่รำสวยที่สุดเมื่อนายโรงรำจบ ก็อาจจะเลิกการแสดงหรืออาจแสดงต่อด้วยเรื่องสุธน มโนห์รา พระรถเมรี ฯลฯ หรือที่เรียกว่า "จับบทสิบสอง" จนดึก เมื่อโนราใหญ่หรือนายโรงถอดเทริดออก ก็เป็นอันจบการแสดง
ความยาวของการแสดงชุดนี้ ใช้เวลาแสดงประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง

ท่ารำดังนี้


โนราห์ การรำโนราห์มันมีหลายตอนและเราได้ยกตอนนี้มา การรำโนราห์ท่ารำค่อนข้างจะยากแต่ล่ะท่าเป็นการทำตัวอ่อนงอแขนงอขา ต้องมีครูผู้ชี่ยวชาญมาสอนถึงจะสามารถรำได้ และการรำโนราห์ เป็นการรำที่นานมาก ประมาน 2-3 ชั่วโมงเลย ความยาวของแต่ล่ะตอนก็ต่างกันไปตามบทแสดง


ที่มา http://www.artsedcenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539512330&Ntype=11



ระบำร่อนแร่


ระบำร่อนแร่ เป็นระบำที่ปรับปรุงขึ้นตามลีลาท่าทางในการประกอบอาชีพของชาวไทยภาคใต้
 เป็นการแสดงนาฎลีลาที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น ถ่ายทอดการทำมาหากินที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น คือการร่อนแร่ดีบุก ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม และสร้างรายได้ให้แก่
จังหวัดอย่างมหาศาลในอดีต วัสดุในการร่อนแร่ที่เรียกว่า “เลียง” ซึ่งมีลักษณะกลมคล้ายกระทะ
     หรือตะแกรง ก้นแหลม สามารถเจาะรูสำหรับร่อนแร่ได้ 
จัดแสดงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒
ต่อมานักศึกษาระดับปริญญา วิทยาลัยนาฏศิลปสมทบในคณะนาฏศิลปและดุริยางค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวะศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้นำระบำร่อนแร่มาปรับปรุง และเรียบเรียงท่าขึ้นใหม่
 โดยใช้เพลง "ตลุงราษฎร์" ซึ่งนายประสิทธิ์ ถาวร ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ 
เป็นผู้แต่งทำนองเพลง ทั้งนี้อยู่ในความควบคุมของนางสาวปราณี สำราญวงศ์ หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางค์ คีตศิลปศึกษา
     การแต่งกาย ในการแสดงใช้ชุดย่าหยา ซึ่งเป็นชุดพื้นเมืองของท้องถิ่น

ท่ารำดังนี้


 

ระบำร่อนแร่เป็นการแสดงของพื้นบ้านของทางภาคใต้ในการหาแร่
 ท่าทางแต่ละท่าก็เอามาจาการร่อนแร่โดยตรง

ที่มา http://www.artsedcenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539512330&Ntype=11
 


รองเง็ง



 การแสดงรองเง็ง เป็นการแสดงที่นิยมอยู่ในแถบสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจว่าจะเป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในยุคของการเริ่มติดต่อการค้าขายกับชาวสเปนหรือชาวโปรตุเกสที่มาติดต่อค้าขายกับชาวมาลายู
แต่ดั้งเดิมการแสดงรองเง็งจัดแสดงเฉพาะในบ้านของขุนนางหรือเจ้าผู้ครองเมืองเท่านั้น โดยฝึกหัดข้าทาสบริวารเอาไว้อวดหรือเอาไว้ต้อนรับแขกเมือง ต่อมาค่อย ๆ แพร่หลายออกไปสู่ชาวบ้านโดยผ่านทางการแสดงมะโย่งของชาวบ้าน เมื่อหยุดพักก็นำการเต้นรองเง็งออกมาแสดงคั่นเวลา 
ผู้แสดงมะโย่งก็อาจมาร่วมเต้นด้วย ทำให้การแสดงรองเง็งแพร่หลายขึ้น 
ต่อมาการเต้นและธรรมเนียมก็เปลี่ยนไปเปิดโอกาสให้ผู้ชมที่เป็นผู้ชายขึ้นไปเต้นคู่ด้วยได้เช่นเดียวกับรำวงของภาคกลาง เป็นต้น

จำนวนผู้แสดงแต่ละคนไม่จำกัดผู้เต้น แต่นักดนตรีจะมี ๔-๕ คนผู้แสดงอาจจะมากกว่า ๔ คู่ก็ได้
           เครื่องดนตรี ประกอบด้วยรำมะนา ๑-๒ ลูก ฆ้อง ๑ ลูก ไวโอลิน ๑ ตัว

          โอกาสที่ใช้แสดง ไม่จำกัด ใช้เฉพาะงานมงคลเท่านั้น สถานที่อาจจะเป็นลานกว้าง บริเวณบ้าน หรือบนเวที ตามแต่ความเหมาะสมการแต่งกาย เหมือนกับการแสดงซัมเปง แต่อาจจะประณีตบรรจงและใช้ผ้าที่ดูจะมีราคาและสวยงามมากกว่าการแต่งกายของซัมเปง 
          ท่าเต้นรองเง็ง แต่เดิมมีลีลาค่อนข้างปานกลาง ต่อมานำเอาจังหวะเต้นรำเข้าไปปะปน เช่น
 รุมบ้า แซมบ้า กัวลาซ่า เป็นต้น และใช้เครื่องดนตรีสากลเข้าไปผสมด้วยเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน 
การเต้นหรือแสดงรองเง็ง จะไม่มีพิธีหรือขนบธรรมเนียมอื่น ๆ แต่จะเริ่มเมื่อดนตรีบรรเลงฝ่ายชายจะเข้าไปโค้งฝ่ายหญิง เพื่อเชื้อเชิญให้ออกเต้น ไม่มีการจับมือกัน เมื่อจบเพลงหนึ่ง ๆ ก็จะโค้งให้กัน
 ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะยืนคนละฝั่งของเวที หันหน้าเข้าหากัน ทั้ง ๒ ฝ่ายจะรักษาแถวให้ขึ้นล
อย่างมีจังหวะและลีลาที่นุ่มนวลเหมือนเต้นลอยอยู่บนอากาศอย่างแผ่วเบา
การแสดงชุดนี้ใช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ นาที      
                        ท่ารำมีดังนี้


รองเง็ง เป็นการแสดงของภาคใต้ที่เด่นชัดอีกอย่างของการรำ 
และกรมศิลปากรได้ให้เป็นรำมาตราฐานของภาคใต้

             ที่มา  http://www.artsedcenter.com/index.php?       lay=show&ac=article&Id=539512330&Ntype=11

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560


รำฉุยฉายวันทอง

             ความเป็นมา
        ฉุยฉายวันทอง อยู่ในการแสดงละคร เรื่อง  "ขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ  
" เนื้อเรื่องกล่าวถึง   ขุนแผนแค้นใจพระไวยผู้เป็นบุตรชาย ที่ไปหลงเสน่ห์นางสร้อยฟ้า
 จึงคบคิดกับพลายชุมพลบุตรชายอันเกิดจากนางแก้วกิริยาธิดาเจ้าเมืองสุโขทัย 
 นัดแนะให้พลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญใหม่ และผูกหุ่นฟางเสกเป็นไพร่พลมอญยกทัพ
  เพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยพลายชุมพลยกเข้ามาตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลเดิทบาง 
ครั้นพระพันวษาได้ทรงทราบก็ตรัสสั่งให้ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี 
ร่วมกันยกทัพไปปราบปราม ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี
 ร่วมกันยกทัพไปตั้งค่ายรับอยู่ ณ ตำบลนางบวช (ใต้ตำบลเดิมบางลงมา)
 แล้วขุนแผนกับพลายชุมพลต่างก็ใช้อุบายติดต่อให้สัญญากัน
 พอตกกลางคืนตอนใกล้รุ่ง
 พลายชุมพลจึงยกทัพหุ่นเข้าตีค่ายของขุนแผนและเจ้ามืองสุพรรณบุรี 
ขุนแผนทำทีขี่ม้าเข้าต่อสู้ตีฝ่าข้าศึก แล้วทำเป็นเพลี้ยงพล้ำให้ข้าศึกจับตัวไปได้ 
ครั้นกองทัพเจ้าเมืองสุพรรณบุรีเห็นขุนแผนถูกจับไป กองทัพก็แตกพ่าย
 กลับมาทูลข่าวแด่พระพันวษา ด้านขุนแผนกับพลายชุมพลก็เคลื่อนกองทัพหุ่นยกล่วง
มาตั้งอยู่ ณ ชายป่าในเขตบ้านตาลาน ชานกรุงศรีอยุธยา พระพันวษาออกว่าราชการ 
ทรงทราบเรื่องกองทัพมอญใหม่ที่จับตัวขุนแผนไป ทรงกริ้วมากตรัสสั่งให้ไปตาม
เจ้าหมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็ก ลูกชายของขุนแผนมา เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถรู้เรื่อง
ก็ตกใจ จึงรีบรับอาสาทันที เส้นทางที่กองทัพพระไวยจะผ่านไปนั้น เป็นป่าเปลี่ยว 
นางวันทองแม้มีความผิดต้องประหารชีวิตไปตามพระราชโองการของพระพันวษาแล้วแต่
ด้วยความรักอาลัยต่อพระไวยผู้เป็นบุตร เมื่อรู้ว่าพระไวยจะยกกองทัพผ่านมาทางนี้ 
จึงสำแดงร่างอสุรกายให้ปรากฏ แล้วแปลงร่างเป็นนางงามขับร้องเพลงเล่นชิงช้าคอยทีอยู่
ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อพระไวยผ่านมาก็ได้ยินเสียงขับร้องของสตรี จึงสั่งให้หยุดกองทัพ 
แล้วลงจากม้าเดินไปตามเสียง ก็พบนางงามรุ่นเจริญวัย กำลังเล่นชิงช้าและขับร้องเพลงอยู่
 อย่างสบายใจ พระไวยจึงเดินเข้าไปหาและเกี้ยวพาราสี


รูปแบบ และลักษณะการแสดง
        ฉุยฉายวันทอง เป็นการแสดงความงดงามของหญิงสาว 
แต่งตัวสวยเพื่อจะไปหาบุตรชาย แต่บุตรชายกลับมาหลงรักห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังนางจึงกลับร่าง เป็นอสุรกายดังเดิม   การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆดังนี้
        ขั้นตอนที่ 1 รำสอดสร้อยออกในเพลงรัวแล้วป้องหน้า
        ขั้นตอนที่ 2 รำตีบทตามคำร้องฉุยฉาย และแม่ศรี
        ขั้นตอนที่ 3 รำเข้าตามทำนองเพลงเร็ว – ลา

เครื่องแต่งกาย
        ผู้แสดงแต่งกายห่มสไบผ้าตาดทองลายม่วง นุ่งผ้าจีบหน้านางสีม่วง 
ตามบทประพันธ์ ศิราภรณ์กระบังหน้า


ดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง
        ใช้วงปี่พาทย์ไม้แข็ง
        เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ได้แก่เพลงรัว เพลงฉุยฉาย เพลงแม่ศรี 
เพลงเร็ว (คุดระนาดเหยียบกรวด) และเพลงลา  

ท่ารำดังนีั้

        
  รำฉุยฉายวันทอง ท่ารำที่สวยงามและมาจากวรรณคดีไทย เป็นการรำเดี่ยว 
    เป็นองการเปิดตัวของนางวันทอง


ที่มา http://patdramaa111.srp.ac.th/ra-chuychay-wan-thxng

รำฉุยฉายนางวิฬาร์




อยู่ในการแสดงละครนอกเรื่องไชยเชษฐ์ ได้กำหนดให้นางวิฬาร์รำฉุยฉายเพื่อเป็นการบวงสรวงพระไทร ดังนั้นในการรำผู้แสดงจะต้องมุ่งมั่นและศรัทธาตลอดเคารพบูชาต่อพระไทรที่ทำให้นางได้พบพระโอรส ลักษณะกระบวนท่ารำของฉุยฉายนางวิฬาร์จึงมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมีแบบแผนท่ารำที่เป็นมาตรฐาน กระบวนท่ารำต่างๆมีลักษณะเฉพาะทางการแสดงที่เกิดจากความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนท่ารำที่ประกอบด้วยลักษณะการปฏิบัติ การใช้นาฏยศัพท์เบื้องต้น นาฏยศัพท์ที่เป็นท่าเชื่อมและนาฏยศัพท์เฉพาะกับกระบวนการบรรเลงและขับร้อง


ท่ารำดังนี้
การรำ ฉุยฉายนางวิฬา เป็นการรำที่คล้าดออกแนวเป็นแมว 
คล้ายสัตว์ืเป็นการรำเดี่ยว เปิดตัวนางวิฬา


ที่มา http://www.missladyboys.com/webboard/index.php?showtopic=13630

ฉุยฉายนางมณี





ฉุยฉายนางมณีได้ถูกประดิษฐ์ท่ารำแทรกอยู่ในการแสดง
ละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้ากล่าวถึงนางแก้วหน้าม้าได้ถูก
ท้าวภูวดลและพระปิ่นทองกลั่นแกล้งจนเกือบจะเอาชีวิต
ไม่รอดแต่นางโชคดีได้รับการช่วยเหลือจากพระฤาษีที่ช่วย
เหลือโดยถอดรูปม้าให้กลายเป็นสาวงามการแสดงชุดนี้จับ
ตอนที่นางมณีรัตนาหรือนางแก้วหน้าม้าแต่งองค์ทรงเครื่อง
 ชมโฉมตัวเองเพื่อจะไปเข้าเฝ้าพระปิ่นทองครูบุญนาค
 ทรรทรานนท์เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ครูพัฒนี พร้อมสมบัติ
ประพันธ์บทฉุยฉาย 





ท่ารำดังนี้


รำฉุยฉายนางมณีเป็นการรำที่สวยงาม อีกแบบหนึ่ง เป็นการรำเดี่ยว โชว์เปิดตัว นางมณี



ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rouenrarai&month=05-09-2012&group=11&gblog=15

ฟ้อนหมากกั๊บแก้บ - ลำ หมากกั๊บแก้บ(กรับ)   เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะของภาคอีสาน มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ 1. กั๊บแก้บไม้สั้น เป็นไ...